เรื่องเล่าเมืองลุง : พระยาทุกขราษฎร์ (ช่วย)

มาเที่ยวพัทลุง จากสี่แยกเอเซีย เลี้ยวเข้าสู่ตัวเมือง ก็จะต้องผ่าน อนุสาวรีย์พระยาช่วยทุกขราษฎร์ (ช่วย) ประดิษฐานอยู่ที่สามแยกท่ามิหรำ ในเขตเทศบาลเมืองพัทลุง เป็นประติมากรรมลอยตัวทองเหลืองรมดำ ขนาดเท่าครึ่ง มีประติมากรรมนูนต่ำ 2 ชิ้น ดำเนินการวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2536 โดย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ณ บริเวณสามแยกท่ามิหรำ ในเขตเทศบาลเมืองพัทลุง ก่อสร้างด้วยเงินบริจาคและงบประมาณสนับสนุนของจังหวัดพัทลุง

เพิ่มเพื่อน

พัทลุงอินโฟ พาไปสักการะ ศาลหลักเมืองมาแล้ว ก็เลยคิดว่าน่าจะนำเสนอเรื่องราวของ พระยาทุกขราษฎร์ (ช่วย) บุคคลสำคัญอีกท่าน ที่มีความเกี่ยวข้องกับวัดควนปรง เพราะเมื่ออายุได้ 13 ปี บิดามารดาได้นำฝากเรียนหนังสือกับท่านสมภารวัดควนปรง ซึ่งเป็นวัดใกล้บ้าน ด้วยนิสัยรักการศึกษาค้นคว้าหาความรู้มาแต่เด็ก จึงได้บรรพชาในปีนั้น และเข้าศึกษาภาษาไทยขั้นอ่านเขียน และพระธรรมวินัยตามแบบฉบับค่านิยม

พระยาทุกขราษฎร์ เดิมชื่อ ช่วย เป็นต้นตระกูล “สัจจะบุตร” และ “ศรีสัจจัง” เป็นบุตรคนที่ 2 ในจำนวนบุตร 3 คนของขุนศรีสัจจัง เกิดที่บ้านน้ำเลือด ตำบลท่ามิหรำ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง สำหรับวันเดือนปีเกิดไม่ปราบกฎหลักฐานแต่ประการใด แต่สันนิษฐานว่าคงเกิดในราว พ.ศ. 2282 สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ในแผ่นดินของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (พ.ศ. 2275 – 2301)

วัดควนปรง ท่ามิหรำ

เมื่ออายุครบ 20 ปี ได้อุปสมบทที่วัดเขาอ้อ ตำบลมะกอกเหนือ อำเภอควนขนุน ซึ่งเป็นวัดที่มีชื่อเสียงด้านไสยศาสตร์ เป็นที่นิยมของชาวเมืองต่างส่งบุตรหลานเข้าเรียนที่วัดนี้เป็นประจำ เชื่อกันว่าพระมหาช่วยได้ศึกษาด้านไสยศาสตร์กับพระอาจารย์จอมทอง ที่วัดเขาอ้อ ความสามารถที่ปรากฏเมื่อเป็นสามเณร เล่าสืบกันมาว่า สามเณรช่วยสามารถสอบบาลีผ่านได้เป็น “พระมหา” ตั้งแต่เป็นสามเณร ซึ่งหาได้ไม่ง่ายนักตามหัวเมือง ในขณะที่จำพรรษาที่จัดเขาอ้อ ท่านได้ศึกษาวิชาไสยศาสตร์อย่างจริงจัง สามารถปฏิบัติได้จนเป็นที่ยอมรับของพระอาจารย์และบรรดาศิษย์ร่วมสำนักเดียวกัน

ประมาณปี พ.ศ. 2315 เมืองพัทลุงย้ายที่ตั้งเมืองจากเขาชัยบุรีไปตั้งใหม่ที่บ้านโคกลุง ตำบลลำปำ อำเภอเมืองพัทลุง โปรดเกล้าฯ ให้พระยาพัทลุง (ขุนคางเหล็ก) เป็นเจ้าเมือง ท่านผู้นี้เดิมนับถือศาสนาอิสลาม แต่ต่อมาได้เปลี่ยนนับถือศาสนาพุทธ ในช่วงนั้นพระมหาช่วยได้รับนิมนต์มาเป็นสมภารที่วัดป่าลิไลยก์ ประมาณว่าท่านอายุได้ประมาณ 33 ปี และวัดนี้เป็นสำนักสอนภาษาบาลี บรรดาลูกศิษย์ที่เคารพนับถือด้านไสยศาสตร์ก็มาฝากเนื้อฝากตัวมากมายเช่นเดิม จนปรากฏชื่อแพร่หลายควบคู่ทั้งบาลีและไสยศาสตร์ ความสัมพันธ์ด้านส่วนตัวของเจ้าเมืองพัทลุงคงจะสนิทสนมมากขึ้นเพราะเป็นวัดใกล้จวนเจ้าเมือง

เป็นพระอธิการอยู่ที่วัดป่าลิไลย ตำบลลำปำ มีชีวิตอยูในสมัยรัชกาลที่ 1 จากพงศาวดารไทยรบพม่า กองทัพพม่าลงไปรวมกันอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราช ด้วยเกงหวุ่นแมงยีประสงค์จะไปตีเมืองพัทลุง และเมืองสงขลาต่อไปที่เมืองพัทลุง พระยาแก้วโกรพ ผู้ว่าราชการเมืองและกรมการเมืองรู้ว่าเมืองนครศรีธรรมราชเสียแก่ข้าศึกก็หลบหนีเอาตัวรอด

ครั้งนั้นมีพระภิกษุองค์หนึ่งเป็นอธิการอยูในวัดเมืองพัทลุง ชื่อพระมหาช่วย พวกชาวเมืองนับถือว่าเป็นผู้มีวิชาอาคม พระมหาช่วยชักชวนชาวเมืองพัทลุงให้ต่อสู้ข้าศึก รักษาเมือง ทำตะกรุดและผ้าประเจียดมงคลแจกจ่ายเป็นอันมาก กรมการและพวกนายบ้านจึงพาราษฎรมาสมัครเป็นศิษย์พระมหาช่วยมากขึ้นทุกที จนรวบรวมกันได้สัก 1,000 เศษ หาเครื่องศาสตราวุธได้ครบมือกันแล้ว ก็เชิญพระมหาช่วยผู้อาจารย์ขึ้นคานหามยกเป็นกระบวนทัพมาจากเมืองพัทลุง แล้วเลือกหาชัยภูมิที่ตั้งค่ายสกัดอยู่ในทางที่พม่าจะยกลงไปเมืองนครศรีธรรมราช

ฝ่ายพม่ายังไม่ยกลงไปจากเมืองพัทลุง ได้ข่าวว่ากองทัพกรุงเทพยกลงไปจากทางข้างเหนือ เกงหวุ่นแมงยี แม่ทัพพม่าจึงให้ เนยโยคงนะรัด นายทัพหน้า คุมพลยกกลับขึ้นมาตีกองทัพกรุงฯ เกงหวุ่นแมงยียกตามมาข้างหลัง กองทัพพม่ามาปะทะทัพไทยที่ตั้งอยู่ ณ เมืองไชยา พม่ายังไม่ทันตั้งค่าย ไทยก็ยกเข้าล้อมพม่าไว้

เมื่อเสร็จศึกพม่าแล้วพระมหาช่วยสมัครลาสิกขาบทออกรับราชการ ใน สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ทรงแต่งตั้งให้เป็นพระยาทุกขราษฎร์ ตำแหน่งในกรมการเมืองพัทลุง (ที่มา wiki)

พัทลุง อินโฟ

แชร์เรื่องนี้